
รากฟันเทียมทั้งปาก
เป็นวิธีการรักษาทางทันตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อ ทดแทนฟันที่สูญเสียไปทั้งหมด ทั้งในขากรรไกรบนและ/หรือล่าง โดยการฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร เพื่อเป็นหลักยึดให้กับฟันปลอมชนิดติดแน่น (Full-arch prosthesis) ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีฟันที่ใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติ มีความมั่นคง แข็งแรง และสวยงาม
รากฟันเทียมทั้งปากเหมาะกับใคร?
-
ผู้ที่ สูญเสียฟันทั้งหมด ในหนึ่งขากรรไกรหรือทั้งสองขากรรไกร
-
ผู้ที่ใส่ ฟันปลอมแบบถอดได้ แล้วรู้สึกไม่สะดวก ไม่มั่นคง หรือเจ็บเหงือก
-
ผู้ที่ต้องการ ฟันทดแทนถาวร ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด
-
ผู้ที่มีปัญหากระดูกขากรรไกรบางส่วนละลายตัว และต้องการป้องกันการละลายของกระดูกเพิ่มเติม
ประเภทของรากฟันเทียมทั้งปากที่นิยม
แนวคิดหลักคือการใช้จำนวนรากเทียมที่น้อยลง แต่สามารถรองรับฟันทั้งขากรรไกรได้ โดยมี 2 เทคนิคหลักที่นิยมคือ:
-
All on 4 (ออล ออน โฟร์):
-
ใช้รากฟันเทียมเพียง 4 ซี่ ต่อหนึ่งขากรรไกร โดยจะฝังรากเทียม 2 ซี่บริเวณด้านหน้า และ 2 ซี่บริเวณด้านหลังโดยเอียงทำมุม เพื่อใช้ประโยชน์จากกระดูกที่มีอยู่ให้มากที่สุด
-
จากนั้นจะยึด สะพานฟัน หรือ ฟันปลอมทั้งปากแบบติดแน่น บนรากเทียมทั้ง 4 ซี่นี้
-
มักจะสามารถใส่ ฟันปลอมชั่วคราว ได้ทันทีหลังการผ่าตัด (immediate loading) ทำให้คนไข้มีฟันใช้งานได้เลย
-
ข้อดี: ลดขั้นตอนการปลูกกระดูกในบางกรณี, ลดจำนวนรากเทียม, ฟันใช้งานได้เร็ว
-
ข้อจำกัด: อาจไม่เหมาะกับทุกคน ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูก
-
-
All on 6 (ออล ออน ซิกซ์):
-
คล้ายกับ All-on-4 แต่ใช้รากฟันเทียม 6 ซี่ ต่อหนึ่งขากรรไกร เพื่อเพิ่มความมั่นคงและกระจายแรงบดเคี้ยวได้ดียิ่งขึ้น
-
ข้อดี: มีความแข็งแรงและมั่นคงสูงกว่า All-on-4 เหมาะกับผู้ที่ต้องการความทนทานสูงสุด
-
ข้อจำกัด: อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและอาจใช้เวลาในการรักษานานกว่าในบางกรณี
-
ข้อดีของรากฟันเทียมทั้งปาก
-
ใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติ: ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง และสามารถบดเคี้ยวอาหารได้หลากหลายใกล้เคียงฟันแท้
-
เพิ่มความมั่นใจ: ไม่ต้องกังวลเรื่องฟันปลอมหลวมหลุด หรือรำคาญจากเพดานฟันปลอม
-
รักษาสภาพกระดูกขากรรไกร: รากเทียมช่วยกระตุ้นการทำงานของกระดูก ป้องกันการละลายของกระดูกที่มักเกิดขึ้นหลังการสูญเสียฟัน ทำให้รูปหน้ายังคงเดิม ไม่ยุบตัว
-
อายุการใช้งานยาวนาน: หากดูแลรักษาดี รากฟันเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี หรืออาจตลอดชีวิต
-
ทำความสะอาดง่าย: สามารถดูแลสุขอนามัยในช่องปากได้เหมือนฟันธรรมชาติ
ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรพิจารณา
-
ค่าใช้จ่ายสูง: เป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและใช้วัสดุคุณภาพสูง
-
ต้องผ่านการผ่าตัด: มีขั้นตอนการผ่าตัดฝังรากเทียม ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นและมีอาการข้างเคียง เช่น อาการบวม ช้ำ หรือเสียวฟันชั่วคราว
-
ใช้ระยะเวลาการรักษา: แม้บางเทคนิคจะสามารถใส่ฟันชั่วคราวได้เร็ว แต่การรอให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์และใส่ฟันปลอมถาวรอาจใช้เวลาหลายเดือน
-
สภาพกระดูก: ผู้ป่วยต้องมีปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกรที่เพียงพอ หากไม่พออาจต้องมีการ ปลูกกระดูก (Bone Grafting) เพิ่มเติมก่อน ซึ่งจะเพิ่มเวลาและค่าใช้จ่าย
-
ไม่เหมาะกับทุกคน: ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้, โรคเลือด, หรือผู้ที่สูบบุหรี่จัด อาจมีข้อจำกัดในการทำ
ขั้นตอนการทำรากฟันเทียมทั้งปาก (โดยทั่วไป)
-
การตรวจวินิจฉัยและวางแผน: ทันตแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด ถ่ายภาพรังสี 3 มิติ (CBCT) เพื่อประเมินปริมาณและความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกร วางแผนตำแหน่งการฝังรากเทียม และออกแบบฟันปลอม
-
การปลูกกระดูก (ถ้าจำเป็น): หากกระดูกไม่เพียงพอ อาจต้องมีการปลูกกระดูกก่อนการฝังรากเทียม
-
การผ่าตัดฝังรากฟันเทียม: ทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกรตามแผนที่วางไว้
-
การใส่ฟันชั่วคราว: ในบางกรณี (เช่น All-on-4) อาจมีการติดฟันปลอมชั่วคราวเพื่อให้คนไข้สามารถใช้งานได้ทันที
-
ระยะเวลาการรอให้รากเทียมยึดติด: รอประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้รากเทียมรวมตัวกับกระดูกขากรรไกรอย่างสมบูรณ์ (osseointegration)
-
การพิมพ์ปากและสร้างฟันปลอมถาวร: เมื่อรากเทียมแข็งแรงดีแล้ว ทันตแพทย์จะพิมพ์ปากเพื่อสร้างฟันปลอมถาวร (Full-arch prosthesis) ที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำ
-
การยึดติดฟันปลอมถาวร: ทันตแพทย์จะยึดฟันปลอมถาวรเข้ากับรากฟันเทียม และปรับการสบฟันให้เหมาะสม
การดูแลรักษารากฟันเทียมทั้งปาก
การดูแลรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานยาวนาน:
-
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง: ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ เน้นบริเวณรอบๆ รากฟันเทียมและฟันปลอม
-
ใช้ไหมขัดฟันสำหรับรากเทียม: หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟันพิเศษที่ทันตแพทย์แนะนำ เช่น แปรงซอกฟัน หรือไหมขัดฟันสำหรับรากเทียม (Super Floss)
-
ใช้น้ำยาบ้วนปาก: ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อช่วยลดแบคทีเรีย
-
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งมากๆ: เช่น น้ำแข็ง ถั่ว หรือกระดูก เพื่อป้องกันความเสียหายต่อฟันปลอม
-
งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้รากฟันเทียมล้มเหลว
พบทันตแพทย์เป็นประจำ: ตรวจสุขภาพช่องปากและรากฟันเทียมทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและทำความสะอาดอย่างมืออาชีพ




















