top of page

ทันตกรรมจัดฟัน

ค่าลงทะเบียน.png

การจัดฟันเพื่อแก้ไขปัญหาฟันไม่เรียงตัว ฟันซ้อน ฟันเก ฟันห่าง ฟันยื่น รวมถึงปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติ โดยใช้วัสดุหลักคือ เครื่องมือจัดฟันที่ทำจากโลหะ (Metal Brackets) ติดอยู่บนผิวฟัน และใช้ลวดจัดฟันกับยางโอริง (หรือลวดแบบ Self-ligating) ในการเคลื่อนฟันให้เข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม

เทคโนโลยีการจัดฟันแบบติดแน่นที่พัฒนามาจากระบบจัดฟันแบบโลหะดั้งเดิม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ แบร็กเก็ตแบบ Self-ligating (ระบบยึดลวดด้วยตัวเอง) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยางโอริงรัดลวดจัดฟันเหมือนการจัดฟันทั่วไป แต่จะใช้กลไกพิเศษคล้ายบานพับหรือคลิปเปิด-ปิด เพื่อยึดลวดไว้กับแบร็กเก็ตอย่างหลวมๆ ทำให้ลวดสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ลดแรงเสียดทานในการเคลื่อนฟัน

นวัตกรรมการจัดฟันที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็น เครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ ที่ทำจากพลาสติกใสชนิดพิเศษ ไม่ใช้ลวดและเหล็กเหมือนการจัดฟันแบบดั้งเดิม ทำให้มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันเมื่อสวมใส่ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดฟันได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงาม

จัดฟันโลหะ

จัดฟันโลหะ (Metal Braces): ทางเลือกคลาสสิกเพื่อรอยยิ้มที่สวยงาม

 

การจัดฟันโลหะ เป็นวิธีการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานและเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด เพื่อ แก้ไขปัญหาฟันไม่เรียงตัว ฟันซ้อน ฟันเก ฟันห่าง ฟันยื่น รวมถึงปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติ โดยใช้วัสดุหลักคือ เครื่องมือจัดฟันที่ทำจากโลหะ (Metal Brackets) ติดอยู่บนผิวฟัน และใช้ลวดจัดฟันกับยางโอริง (หรือลวดแบบ Self-ligating) ในการเคลื่อนฟันให้เข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม

 

จัดฟันโลหะ เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มี ปัญหาฟันซ้อน ฟันเก ฟันห่าง ฟันยื่น หรือการสบฟันที่ผิดปกติในระดับต่างๆ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงซับซ้อน

  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การรักษาที่แน่นอนและมีประสิทธิภาพสูง

  • ผู้ที่ต้องการ ทางเลือกการจัดฟันที่มีค่าใช้จ่ายเข้าถึงง่าย เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ

  • ผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านความสวยงามของเครื่องมือจัดฟัน

 

ส่วนประกอบหลักของเครื่องมือจัดฟันโลหะ:

  • แบร็กเก็ต (Brackets): ชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็กที่ติดอยู่บนผิวฟันแต่ละซี่ ใช้เป็นตัวยึดเกาะกับลวดจัดฟัน

  • ลวดจัดฟัน (Archwire): ลวดโลหะที่ร้อยผ่านแบร็กเก็ตทุกซี่ ทำหน้าที่ออกแรงดึงหรือดันฟันให้เคลื่อนที่

  • ยางโอริง (O-rings/Ligatures): ยางวงเล็กๆ ใช้รัดลวดจัดฟันให้ติดกับแบร็กเก็ต (ในระบบดั้งเดิม) สามารถเลือกสีได้

  • ยางเชน (Power Chain): ยางที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้น ใช้ดึงฟันหลายซี่ให้เคลื่อนที่พร้อมกัน หรือปิดช่องว่าง

  • เครื่องมือพิเศษอื่นๆ: เช่น ยางดึงฟัน (Elastics), สปริง, หรือเครื่องมือขยายขากรรไกร (Expander) หากจำเป็น

 

ข้อดีของการจัดฟันโลหะ

  • ประสิทธิภาพสูง: สามารถแก้ไขปัญหาฟันที่ซับซ้อนได้หลากหลายรูปแบบ ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเป็นไปตามแผนการรักษา

  • ค่าใช้จ่ายเข้าถึงง่าย: โดยทั่วไปแล้ว มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการจัดฟันใส (Invisalign) หรือการจัดฟันแบบ Damon

  • ทนทานแข็งแรง: วัสดุโลหะมีความทนทานสูง ไม่แตกหักง่าย

  • มองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน: เนื่องจากเครื่องมือมองเห็นได้ ทำให้ผู้ป่วยและทันตแพทย์สามารถติดตามการเคลื่อนที่ของฟันได้ง่าย

  • สามารถปรับเปลี่ยนสีได้: การใช้ยางโอริงที่มีสีสันต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยสนุกกับการเลือกสี และสร้างความเป็นเอกลักษณ์

 

ข้อเสียของการจัดฟันโลหะ

  • มองเห็นได้ชัดเจน: เนื่องจากแบร็กเก็ตเป็นโลหะ ทำให้มองเห็นได้ง่ายเมื่อยิ้มหรือพูด ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในบางบุคคล

  • ระคายเคืองช่องปาก: ในช่วงแรกของการใส่เครื่องมือ หรือหลังการปรับลวด อาจมีอาการระคายเคืองจากการเสียดสีของแบร็กเก็ตหรือลวดกับกระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก และลิ้น

  • ดูแลความสะอาดยากกว่า: เศษอาหารสามารถติดค้างตามซอกแบร็กเก็ตและลวดได้ง่าย ทำให้ต้องใช้ความพิถีพิถันในการทำความสะอาดฟันมากกว่าปกติ หากดูแลไม่ดีอาจนำไปสู่ฟันผุหรือเหงือกอักเสบได้

  • จำกัดชนิดอาหาร: ต้องระมัดระวังการทานอาหารบางชนิด เช่น อาหารแข็ง เหนียว กรอบ ที่อาจทำให้เครื่องมือหลุดหรือเสียหายได้

  • ต้องมาพบทันตแพทย์เป็นประจำ: โดยทั่วไปแล้ว ต้องมาพบทันตแพทย์ทุก 3-4 สัปดาห์ เพื่อปรับลวดและยาง

 

ขั้นตอนการจัดฟันโลหะโดยทั่วไป:

  1. ปรึกษาและตรวจวินิจฉัย: ทันตแพทย์จะซักประวัติ ตรวจสุขภาพช่องปาก ฟัน และเหงือกอย่างละเอียด ถ่ายภาพรังสี (X-ray) พิมพ์ปาก และถ่ายภาพใบหน้า เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษา

  2. เคลียร์ช่องปาก: เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการติดเครื่องมือจัดฟัน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน (หากจำเป็น) หรือรักษารากฟัน

  3. ติดเครื่องมือจัดฟัน: ทันตแพทย์จะติดแบร็กเก็ตโลหะบนผิวฟันแต่ละซี่ จากนั้นใส่ลวดจัดฟันและยางโอริง (หรือปิดคลิปในระบบ Self-ligating)

  4. ปรับเครื่องมือจัดฟัน: มาพบทันตแพทย์ตามนัดหมายทุก 3-4 สัปดาห์ เพื่อปรับลวดจัดฟันและเปลี่ยนยางโอริง ทำให้ฟันเคลื่อนที่ตามแผนที่วางไว้

  5. ถอดเครื่องมือจัดฟัน: เมื่อฟันเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการและสบฟันได้ดีแล้ว ทันตแพทย์จะถอดเครื่องมือจัดฟันออก

  6. ใส่รีเทนเนอร์ (Retainer): เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดหลังการจัดฟัน เพื่อคงสภาพฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่จัดไว้ ไม่ให้ฟันเคลื่อนกลับไปซ้อนเกอีกครั้ง ต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

ระยะเวลาในการจัดฟัน:

 

ระยะเวลาในการจัดฟันโลหะจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหาฟัน โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1.5 - 3 ปี หรือมากกว่านั้นในบางกรณี

 

การดูแลรักษาสุขอนามัยช่องปากระหว่างจัดฟัน:

 

การดูแลความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบ:

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง: โดยใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟัน (มีร่องตรงกลาง) ร่วมกับแปรงซอกฟัน และไหมขัดฟันสำหรับคนจัดฟัน (Super Floss)

  • บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก: เพื่อช่วยลดแบคทีเรียและเพิ่มความสะอาด

  • หลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม: เช่น อาหารแข็ง เหนียว กรอบจัด หรืออาหารที่ต้องกัดแทะ (เช่น ฝรั่ง แอปเปิล) เพื่อป้องกันเครื่องมือหลุดหรือเสียหาย

  • พบทันตแพทย์ตามนัด: อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

จัดฟันดามอน

จัดฟันดามอน (Damon System Braces): นวัตกรรมการจัดฟันที่ลดแรงเสียดทาน

การจัดฟันดามอน (Damon System Braces) เป็นเทคโนโลยีการจัดฟันแบบติดแน่นที่พัฒนามาจากระบบจัดฟันแบบโลหะดั้งเดิม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ แบร็กเก็ตแบบ Self-ligating (ระบบยึดลวดด้วยตัวเอง) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยางโอริงรัดลวดจัดฟันเหมือนการจัดฟันทั่วไป แต่จะใช้กลไกพิเศษคล้ายบานพับหรือคลิปเปิด-ปิด เพื่อยึดลวดไว้กับแบร็กเก็ตอย่างหลวมๆ ทำให้ลวดสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ลดแรงเสียดทานในการเคลื่อนฟัน

 

จัดฟันดามอน มีกี่แบบ?

 

การจัดฟันดามอนมี 2 ประเภทหลัก:

  • Damon Q (โลหะ): แบร็กเก็ตทำจากโลหะ แต่มีขนาดเล็กและขอบมนกว่าแบร็กเก็ตโลหะแบบดั้งเดิม

  • Damon Clear (ใส): แบร็กเก็ตทำจากวัสดุใส ทำให้กลมกลืนกับสีฟัน ดูสวยงามและสังเกตเห็นได้ยากกว่าแบบโลหะ เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความสวยงามระหว่างจัดฟัน

 

จัดฟันดามอน เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มี ปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฟันห่าง หรือการสบฟันที่ผิดปกติ

  • ผู้ที่ต้องการ ลดระยะเวลาการจัดฟัน และ ความถี่ในการมาพบทันตแพทย์

  • ผู้ที่ต้องการ ลดความรู้สึกเจ็บปวด หรือไม่สบายตัวจากการจัดฟัน

  • ผู้ที่ต้องการ ลดโอกาสในการถอนฟัน (ในบางกรณี) เพราะระบบ Damon สามารถช่วยขยายพื้นที่การเรียงตัวของฟันได้

  • ผู้ที่ใส่ใจใน สุขอนามัยช่องปาก ระหว่างจัดฟัน เพราะเครื่องมือทำความสะอาดง่ายกว่าแบบมีโอริง

 

ข้อดีของการจัดฟันดามอน:

  • ลดแรงเสียดทาน: กลไก Self-ligating ทำให้ลวดเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ลดแรงเสียดทาน ส่งผลให้การเคลื่อนฟันเป็นไปอย่างนุ่มนวลและรวดเร็วกว่า

  • ระยะเวลาการจัดฟันสั้นลง: โดยเฉลี่ยแล้ว อาจใช้เวลาน้อยกว่าการจัดฟันโลหะแบบดั้งเดิมประมาณ 4-6 เดือน หรือถึง 1/3 ของระยะเวลาทั้งหมดในบางเคส

  • เจ็บปวดน้อยลง: แรงที่ใช้ในการเคลื่อนฟันมีน้ำหนักเบาและต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกเจ็บปวดหรือปวดตึงน้อยกว่า

  • ลดความถี่ในการมาพบทันตแพทย์: ผู้ป่วยอาจมาพบทันตแพทย์ทุก 6-10 สัปดาห์ (เทียบกับ 3-4 สัปดาห์ของการจัดฟันโลหะดั้งเดิม) ซึ่งสะดวกสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกมาบ่อยๆ

  • ลดโอกาสในการถอนฟัน: ในหลายกรณี ระบบ Damon ช่วยสร้างพื้นที่จัดเรียงฟันโดยการขยายขากรรไกร ทำให้ลดความจำเป็นในการถอนฟันลง

  • ทำความสะอาดง่ายกว่า: เนื่องจากไม่มีแถบยางโอริง ทำให้เศษอาหารติดน้อยลง และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ

  • อาจช่วยให้ใบหน้าดูดีขึ้น (Damon System Bracelift): ในบางเคส ระบบ Damon อาจช่วยปรับโครงสร้างใบหน้าบางส่วนให้ดูสมดุลและสวยงามขึ้น

 

ข้อเสียของการจัดฟันดามอน:

  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่า: มีราคาสูงกว่าการจัดฟันโลหะแบบดั้งเดิม

  • ยังคงมองเห็นเครื่องมือ: แม้จะมี Damon Clear ที่เป็นแบบใส แต่ก็ยังคงมองเห็นเครื่องมือจัดฟันอยู่ ไม่ใสเท่าการจัดฟันแบบใส (Invisalign)

  • ต้องอาศัยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: การจัดฟันระบบ Damon มีความซับซ้อน ทันตแพทย์ที่ทำการรักษาควรได้รับการอบรมและมีประสบการณ์กับระบบนี้โดยเฉพาะ

 

ขั้นตอนการจัดฟันดามอนโดยทั่วไป:

  1. ปรึกษาและตรวจวินิจฉัย: ทันตแพทย์จัดฟันจะซักประวัติ ตรวจสุขภาพช่องปาก ถ่ายภาพรังสี (X-ray) พิมพ์ปาก และถ่ายภาพใบหน้า เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

  2. เคลียร์ช่องปาก: หากมีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือต้องถอนฟัน ทันตแพทย์จะทำการรักษาให้เรียบร้อยก่อนติดเครื่องมือ

  3. ติดเครื่องมือจัดฟัน Damon: ทันตแพทย์จะติดแบร็กเก็ต Damon บนผิวฟัน และร้อยลวดจัดฟันผ่านช่องของแบร็กเก็ต โดยอาศัยกลไกคลิปเปิด-ปิดในการยึดลวด

  4. ปรับเครื่องมือจัดฟัน: มาพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย (โดยทั่วไปทุก 6-10 สัปดาห์) เพื่อเปลี่ยนลวดจัดฟัน หรือปรับแต่งเพื่อให้ฟันเคลื่อนที่ตามแผน

  5. ถอดเครื่องมือจัดฟัน: เมื่อฟันเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการและสบฟันได้ดีแล้ว ทันตแพทย์จะถอดเครื่องมือจัดฟันออก

  6. ใส่รีเทนเนอร์: เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งหลังการจัดฟัน เพื่อคงสภาพฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่จัดไว้ ไม่ให้ฟันเคลื่อนกลับไปซ้อนเกอีกครั้ง ต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

ระยะเวลาในการจัดฟัน:

 

ระยะเวลาในการจัดฟันดามอนมักจะ สั้นกว่า การจัดฟันโลหะแบบดั้งเดิม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1 - 2 ปี หรืออาจนานกว่านั้นในเคสที่ซับซ้อนมาก

 

การดูแลรักษาสุขอมัยช่องปากระหว่างจัดฟัน:

 

แม้ว่าการจัดฟันดามอนจะทำความสะอาดง่ายกว่า แต่การดูแลความสะอาดก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ:

  • แปรงฟันอย่างถูกวิธี: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟัน ร่วมกับแปรงซอกฟัน และไหมขัดฟัน

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำลายเครื่องมือ: เช่น อาหารแข็ง เหนียว หรือกรอบจัด

  • พบทันตแพทย์ตามนัด: อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

จัดฟันใส

 

จัดฟันใส (Clear Aligners / Invisalign): ทางเลือกเพื่อรอยยิ้มที่สวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ

 

การจัดฟันใส หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Invisalign เป็นนวัตกรรมการจัดฟันที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็น เครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ ที่ทำจากพลาสติกใสชนิดพิเศษ ไม่ใช้ลวดและเหล็กเหมือนการจัดฟันแบบดั้งเดิม ทำให้มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันเมื่อสวมใส่ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดฟันได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงาม

 

 

หลักการทำงานของการจัดฟันใส:

การจัดฟันใสทำงานโดยการสวมชุดอุปกรณ์จัดฟันใส (Aligners) ที่ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นมาเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 3 มิติ แต่ละชุดของอุปกรณ์จะออกแรงกดเบาๆ เพื่อค่อยๆ เคลื่อนฟันให้เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการ ผู้ป่วยจะเปลี่ยนชุดอุปกรณ์ใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อให้ฟันเคลื่อนที่ไปทีละน้อยจนกระทั่งฟันเรียงตัวสวยงามตามแผนการรักษา

 

จัดฟันใส เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการ จัดฟันโดยไม่ให้ผู้อื่นสังเกตเห็น เครื่องมือจัดฟัน

  • ผู้ที่ต้องการ ความสะดวกสบาย ในการรับประทานอาหารและทำความสะอาดช่องปาก

  • ผู้ที่มี ปัญหาฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น หรือการสบฟันที่ผิดปกติในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง (เคสที่ซับซ้อนมากอาจต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล)

  • ผู้ที่มี วินัยสูง ในการสวมใส่อุปกรณ์จัดฟันอย่างเคร่งครัด (อย่างน้อย 20-22 ชั่วโมงต่อวัน)

  • ผู้ที่ไม่ต้องการกังวลเรื่องอาการระคายเคืองจากลวดหรือแบร็กเก็ต

 

 

ข้อดีของการจัดฟันใส:

  • มองไม่เห็น: เป็นข้อดีที่สุด ทำให้การจัดฟันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณสามารถยิ้มและพูดได้อย่างมั่นใจโดยไม่รู้สึกเขินอาย

  • ถอดได้: สามารถถอดอุปกรณ์ออกได้ขณะรับประทานอาหาร แปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟัน ทำให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ และดูแลสุขอนามัยช่องปากได้ง่ายกว่าการจัดฟันแบบติดแน่น

  • สะดวกสบายกว่า: เนื่องจากไม่มีลวดหรือเหล็กแหลมคม จึงไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้รู้สึกสบายช่องปากมากกว่า

  • ทำความสะอาดง่าย: สามารถทำความสะอาดอุปกรณ์จัดฟันได้ง่าย เพียงแค่แปรงและล้างด้วยน้ำสะอาด

  • เห็นภาพผลลัพธ์ล่วงหน้า: ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ (เช่น ClinCheck ของ Invisalign) ผู้ป่วยสามารถเห็นภาพจำลองการเคลื่อนที่ของฟันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และเห็นผลลัพธ์สุดท้ายได้ก่อนเริ่มการรักษา

  • ลดความถี่ในการพบทันตแพทย์: โดยทั่วไปอาจมาพบทันตแพทย์ทุก 6-8 สัปดาห์ เพื่อตรวจความคืบหน้าและรับชุดอุปกรณ์ใหม่

 

 

ข้อเสียของการจัดฟันใส:

  • ค่าใช้จ่ายสูง: เป็นการจัดฟันที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการจัดฟันโลหะหรือจัดฟันดามอน

  • ต้องมีวินัยสูง: ผู้ป่วยต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัดในการสวมใส่อุปกรณ์อย่างน้อย 20-22 ชั่วโมงต่อวัน หากสวมใส่น้อยกว่าที่กำหนด อาจทำให้การรักษาล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามแผน

  • อาจมีการถอด-ใส่บ่อย: ต้องถอดอุปกรณ์ออกทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี ยกเว้นน้ำเปล่า และต้องแปรงฟันก่อนสวมกลับเข้าไปใหม่

  • อาจไม่เหมาะกับทุกเคส: ในบางเคสที่ซับซ้อนมาก อาจต้องใช้การจัดฟันแบบอื่น หรือใช้การจัดฟันใสร่วมกับการติดแบร็กเก็ตบางส่วน

  • อาจทำให้เกิดอาการเสียวฟันหรือปวดเล็กน้อย: ในช่วง 1-2 วันแรกหลังจากเปลี่ยนชุดอุปกรณ์ใหม่ เนื่องจากเป็นช่วงที่ฟันกำลังเริ่มเคลื่อนที่

 

 

ขั้นตอนการจัดฟันใสโดยทั่วไป: 

  1. ปรึกษาและตรวจวินิจฉัย: ทันตแพทย์จัดฟันจะซักประวัติ ตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด ถ่ายภาพรังสี (X-ray) สแกนฟันด้วยเครื่อง Intraoral Scanner (หรือพิมพ์ปาก) และถ่ายภาพใบหน้า เพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด

  2. วางแผนการรักษาด้วยระบบ 3 มิติ: ทันตแพทย์จะใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง (เช่น ClinCheck ของ Invisalign) เพื่อวางแผนการเคลื่อนที่ของฟันอย่างละเอียด และแสดงภาพจำลองผลลัพธ์การรักษาให้ผู้ป่วยดูก่อนเริ่ม

  3. ผลิตชุดอุปกรณ์จัดฟันใส (Aligners): เมื่อแผนการรักษาได้รับการอนุมัติ ชุดอุปกรณ์จัดฟันใสจะถูกผลิตขึ้นมาเฉพาะบุคคล โดยแบ่งเป็นหลายชุดตามลำดับการใช้งาน

  4. เริ่มสวมใส่อุปกรณ์: ผู้ป่วยจะได้รับชุดอุปกรณ์ชุดแรก และทันตแพทย์จะอธิบายวิธีการสวมใส่ การดูแลรักษา และข้อควรปฏิบัติ

  5. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์และติดตามผล: ผู้ป่วยจะเปลี่ยนชุดอุปกรณ์เองตามที่ทันตแพทย์แนะนำ (ทุก 1-2 สัปดาห์) และมาพบทันตแพทย์ทุก 6-8 สัปดาห์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับชุดอุปกรณ์ถัดไป

  6. ติด Attachment (ถ้าจำเป็น): ในบางกรณี ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องติดปุ่มเล็กๆ (Attachment) ที่มีสีเดียวกับฟันบนผิวฟัน เพื่อช่วยให้อุปกรณ์จัดฟันสามารถออกแรงเคลื่อนฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปุ่มเหล่านี้จะถูกถอดออกเมื่อจัดฟันเสร็จ

  7. ถอดอุปกรณ์และใส่รีเทนเนอร์: เมื่อฟันเรียงตัวตามที่ต้องการแล้ว ผู้ป่วยจะหยุดสวมชุดอุปกรณ์ และเปลี่ยนไปใส่ รีเทนเนอร์ เพื่อคงสภาพฟันในระยะยาว

 

 

ระยะเวลาในการจัดฟันใส: 

 

ระยะเวลาในการจัดฟันใสจะแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของปัญหาฟัน โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 2 ปี หรือนานกว่านั้นในเคสที่ซับซ้อนมาก

 

การดูแลรักษาสุขอนามัยช่องปากระหว่างจัดฟันใส:

  • ถอดอุปกรณ์ก่อนรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่ม: ยกเว้นน้ำเปล่า

  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร: ก่อนสวมใส่อุปกรณ์กลับเข้าไป เพื่อป้องกันฟันผุและคราบสะสม

  • ทำความสะอาดอุปกรณ์จัดฟัน: ด้วยการแปรงเบาๆ และล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะสำหรับอุปกรณ์จัดฟันใสทุกครั้งที่ถอดออก

  • เก็บอุปกรณ์ในกล่องทุกครั้งที่ถอด: เพื่อป้องกันการสูญหายหรือเสียหาย

  • พบทันตแพทย์ตามนัด: อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามแผน

1. Invisalign (อินวิสไลน์)

 

Invisalign เป็นผู้บุกเบิกและเป็นยี่ห้อที่รู้จักกันดีที่สุดในตลาดจัดฟันใส ถือเป็น "Gold Standard" หรือมาตรฐานทองคำของวงการเลยก็ว่าได้

  • เทคโนโลยีและวัสดุ:
     

    • ใช้พลาสติกใสที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะที่เรียกว่า SmartTrack® material ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความใส ความยืดหยุ่น และความสบายในการสวมใส่

    • มี ClinCheck® software ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ 3 มิติขั้นสูงในการวางแผนการรักษา ทำให้ทันตแพทย์สามารถจำลองการเคลื่อนที่ของฟันตั้งแต่ต้นจนจบ และผู้ป่วยสามารถเห็นผลลัพธ์สุดท้ายได้ก่อนเริ่มการรักษา

    • มี "ปุ่ม Attachments" (ปุ่มเล็กๆ สีเดียวกับฟัน) ที่ติดบนผิวฟัน เพื่อช่วยให้เครื่องมือสามารถออกแรงเคลื่อนฟันในทิศทางที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ข้อดี:
     

    • ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ: เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีประสบการณ์ยาวนานและมีเคสที่สำเร็จมาแล้วมากมาย

    • ความหลากหลายของเคส: สามารถรักษาได้ตั้งแต่เคสไม่ซับซ้อนไปจนถึงเคสที่ซับซ้อนมาก

    • เครือข่ายทันตแพทย์กว้างขวาง: มีทันตแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมและรับรองจาก Invisalign จำนวนมากทั่วโลก

    • การวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

  • ข้อเสีย:
     

    • ค่าใช้จ่ายสูง: โดยทั่วไปมีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ

    • อาจมีปุ่ม Attachment ที่มองเห็นได้: แม้จะสีเดียวกับฟัน แต่ในบางตำแหน่งก็อาจสังเกตเห็นได้

    • บางการศึกษาพบว่าอาจติดสีจากเครื่องดื่มบางชนิดได้ง่ายกว่าบางยี่ห้อ
      เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความมั่นใจในแบรนด์ระดับโลกที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูง และพร้อมที่จะลงทุนในราคาที่สูงขึ้น

 

 

2. Spark (สปาร์ค)

 

Spark Aligners เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของ Invisalign โดยมีจุดเด่นเรื่องวัสดุที่ใสและทนทานกว่า

  • เทคโนโลยีและวัสดุ:
     

    • ใช้พลาสติกใสที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะที่เรียกว่า TruGen™ material ซึ่งถูกกล่าวถึงว่ามีความใสกว่า (ใสกว่า SmartTrack ของ Invisalign เล็กน้อย) ทนทานต่อคราบและไม่เหลืองง่ายกว่า

    • ออกแบบมาให้ขอบเครื่องมือเรียบและแนบสนิทกับเหงือกได้ดีกว่า เพื่อความสบายสูงสุดและลดการระคายเคือง

    • ใช้ซอฟต์แวร์ Approver™ ในการวางแผนการรักษา 3 มิติ

  • ข้อดี:
     

    • ความใสเป็นพิเศษ: วัสดุ TruGen™ ทำให้ Spark มีความใสสูงมาก และทนทานต่อการติดสีจากชา กาแฟ ได้ดีกว่า

    • ความสบาย: หลายคนรู้สึกว่า Spark มีความสบายในการสวมใส่มากกว่า เนื่องจากขอบเรียบและวัสดุที่นุ่มนวล

    • ประสิทธิภาพการเคลื่อนฟัน: มีรายงานว่าสามารถเคลื่อนฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเคสที่ไม่ซับซ้อนถึงปานกลาง

    • อาจมีราคาย่อมเยากว่า Invisalign เล็กน้อยในบางคลินิก

  • ข้อเสีย:
     

    • เครือข่ายทันตแพทย์: ยังไม่กว้างขวางเท่า Invisalign แต่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    • จำนวนเคสที่รองรับ: อาจเหมาะกับเคสที่ไม่ซับซ้อนมากไปจนถึงปานกลางได้ดี แต่ในเคสที่ซับซ้อนมาก อาจต้องปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทาง

    • เป็นแบรนด์ที่ใหม่กว่า Invisalign เล็กน้อย
      เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความใสของเครื่องมือ ความสบายในการสวมใส่ และความทนทานต่อคราบเป็นพิเศษ

 

 

3. Smartee (สมาร์ทตี้)

 

Smartee เป็นยี่ห้อจัดฟันใสจากประเทศจีน ซึ่งมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างมาก และกำลังเป็นที่รู้จักในตลาดโลก โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมและราคาที่เข้าถึงได้

  • เทคโนโลยีและวัสดุ:
     

    • มีนวัตกรรมที่หลากหลาย เช่น Smartee GS ที่ช่วยแก้ไขปัญหาขากรรไกรผิดปกติโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือ Smartee α (Alpha) ที่เน้นการรักษาแบบกลางวัน/กลางคืน

    • มีการใช้เทคโนโลยี AI และอัลกอริทึมขั้นสูงในการวางแผนการเคลื่อนที่ของฟัน เพื่อความแม่นยำ

    • มีหลาย Product Line ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะทาง เช่น Smartee Teen สำหรับวัยรุ่น

  • ข้อดี:
     

    • ราคาเข้าถึงง่าย: โดยทั่วไปแล้ว Smartee มีราคาที่ย่อมเยาหรือถูกกว่า Invisalign และ Spark อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด

    • นวัตกรรมที่หลากหลาย: มีการพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น

    • ความยืดหยุ่นในการรักษา: มีตัวเลือกการรักษาที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย

    • บางเคสสามารถลดโอกาสการถอนฟันหรือผ่าตัดได้

  • ข้อเสีย:
     

    • ชื่อเสียงในตลาดโลก: แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ชื่อเสียงในระดับโลกและจำนวนเคสที่ได้รับการยอมรับอาจยังไม่เท่า Invisalign

    • เครือข่ายทันตแพทย์: อาจยังไม่กว้างขวางเท่า Invisalign ในบางประเทศ

    • ข้อมูลรีวิว: อาจมีข้อมูลรีวิวจากผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าแบรนด์ที่ใหญ่กว่า

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มองหาการจัดฟันใสที่มีประสิทธิภาพในราคาที่คุ้มค่า และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่น่าสนใจ

รีเทนเนอร์ (Retainer): อุปกรณ์สำคัญหลังจัดฟัน เพื่อคงสภาพฟันสวย

 

รีเทนเนอร์ (Retainer) คืออุปกรณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จัดฟันเสร็จแล้ว มีหน้าที่หลักคือ คงสภาพฟัน ที่ได้จากการจัดฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงามและเหมาะสม ไม่ให้ฟันเคลื่อนที่กลับไปยังตำแหน่งเดิม (Relapse) ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยหากไม่สวมรีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์

แม้ว่าการจัดฟันจะช่วยให้ฟันเรียงตัวสวยงามแล้ว แต่เนื้อเยื่อรอบรากฟัน กระดูก และเส้นใยยึดฟันยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวและแข็งแรงขึ้น ดังนั้น การใส่รีเทนเนอร์จึงช่วยให้ฟันคงสภาพและปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

 

 

ทำไมต้องใส่รีเทนเนอร์? (ความสำคัญของรีเทนเนอร์)

  • ป้องกันฟันเคลื่อนกลับ (Relapse): นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ฟันมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมก่อนการจัดฟันหากไม่มีเครื่องมือช่วยคงสภาพไว้

  • รักษาสภาพการสบฟัน: ช่วยให้การสบฟันยังคงเหมาะสมตามที่ทันตแพทย์จัดฟันไว้

  • ให้เนื้อเยื่อรอบฟันแข็งแรง: ช่วยให้กระดูกและเส้นใยยึดฟันรอบรากฟันปรับตัวและแข็งแรงขึ้นในตำแหน่งใหม่

  • ป้องกันปัญหาอื่นๆ: เช่น ปัญหาลิ้นดุนฟันที่อาจทำให้ฟันเคลื่อนที่ หรือการนอนกัดฟันที่อาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟัน

 

 

รีเทนเนอร์ที่คลินิกมีกี่แบบ?

  1. รีเทนเนอร์แบบลวด (Hawley Retainer):

    • ลักษณะ: ทำจากแผ่นพลาสติกอะคริลิกสีสันต่างๆ คลุมบริเวณเพดานปากหรือใต้ลิ้น และมีลวดโลหะพาดผ่านด้านหน้าของฟัน

    • ข้อดี:

      • แข็งแรง ทนทาน และซ่อมแซมได้ง่าย

      • สามารถปรับแต่งให้กระชับได้โดยทันตแพทย์

      • ช่วยคงสภาพการสบฟันได้ดี

      • เลือกสีแผ่นอะคริลิกได้หลากหลาย

    • ข้อเสีย:

      • มองเห็นลวดโลหะเมื่อยิ้มหรือพูด ทำให้ไม่สวยงามเท่าแบบใส

      • อาจรบกวนการพูดในช่วงแรกที่ใส่

      • บางคนอาจรู้สึกระคายเคืองเหงือกหรือลิ้นเล็กน้อย

      • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความคงทนและสามารถปรับแต่งได้

  2. รีเทนเนอร์แบบใส (Clear Retainer / Essix Retainer):

    • ลักษณะ: ทำจากพลาสติกใสบางๆ คลุมครอบฟันทั้งหมดเหมือนครอบฟัน (Aligner)

    • ข้อดี:

      • มีความสวยงามมาก เพราะมองไม่เห็นเมื่อสวมใส่

      • ให้ความรู้สึกสบายกว่า และไม่รบกวนการพูด

      • ทำความสะอาดง่าย

    • ข้อเสีย:

      • ไม่ทนทานเท่าแบบลวด อาจแตกหรือร้าวได้ง่ายกว่า

      • ไม่สามารถปรับแต่งได้ หากไม่กระชับต้องทำใหม่

      • อาจติดสีได้หากรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสีในขณะใส่

      • ไม่ช่วยคงสภาพการสบฟันได้ดีเท่าแบบลวดในบางกรณี

      • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความสวยงามและความ discreet ในชีวิตประจำวัน

2.png

LOCATION

199/13-15 One9Five, Rama9 Road Soi 5, Huakwang,, Bangkok, Thailand, Bangkok

FAQ

Visa_Logo.png
MasterCard_early_1990s_logo.png

Dental articles

Follow us

  • Facebook
  • YouTube

© 2023.

bottom of page